เตรียมพร้อมการดำน้ำตื้นแบบ snorkeling เกาะทะลุ

 

 

 1. หน้ากาก ใช้สำหรับป้องกันไม่ให้น้ำเข้าตา ขณะที่เราจุ่มหน้าอยู่ใต้น้ำ ก่อนลงน้ำควรจะล้างกระจกหน้ากากให้สะอาดใสเพื่อที่เราจะได้มองเห็นโลกใต้น้ำแบบชัดเจน แจ่มแจ๋ว สดใสสวยงาม... เมื่อเราดำน้ำไปสักพักหน้ากากจะเป็นฝ้าขุ่นมัว หรือบางครั้งมีน้ำรั่วเข้าไปบางส่วนซึ่งเราก็อาจจะจัดการกับปัญหานี้ด้วยการหยุดพัก และถอดหน้ากากออกล้างกับน้ำทะเล ก่อนที่จะสวมใส่และดำน้ำต่อไป 

  2. ท่อหายใจ หรือ Snorkel ท่อหายใจนี้เราต้องคาบไว้ขณะที่ดำน้ำ เพื่อให้เรามีอากาศหายใจเมื่อหน้าเราจมอยู่ในน้ำ เพื่อมองดูโลกใต้น้ำและความสวยงามต่างๆ ปลายของท่อส่วนหนึ่งจะอยู่บนผิวน้ำ และเราต้องคาบปลายอีกด้านหนึ่งไว้เพื่อดูด อากาศบริสุทธิ์ที่อยู่เหนือผิวน้ำนั้นมาใช้ในการหายใจ โดยที่เราไม่ต้องเงยหน้าขึ้นมาจากผิวน้ำนั่นเอง

   3. ชูชีพ เป็นอุปกรณ์เพื่อความปลอดภัย สำคัญที่สุดสำหรับคนที่ว่ายน้ำไม่เป็นนะคะ ควรสวมไว้เพื่อให้เรามั่นใจว่ายังไงก็ไม่จม แต่มีข้อเสียก็คือ เวลาที่เราเห็นสิ่งที่น่าสนใจใต้น้ำ เราจะดำลงไปไม่ได้ อันที่จริงตัวของคนเราจะไม่จมน้ำอยู่แล้ว ถ้าเราดำผิวน้ำแบบใช้การลอยตัวโดยไม่ใช้ชูชีพจะทำให้เราคล่องตัวมากขึ้น แต่วิธีนี้แนะนำสำหรับผู้ที่มั่นใจในทักษะการว่ายน้ำของตนเองเท่านั้นนะคะ เพื่อความปลอดภัยยังไงก็สวมชูชีพไว้ดีกว่า

    4 ตีนกบ Fins มีหน้าที่ง่ายๆ ครับเหมือนหางปลา สามารถถีบน้ำดันตัวเองไปได้ไกลกว่าเท้าเปล่า


  • เสื้อชูชีพ/เสื้อพยุงตัว
    เสื้อชูชีพ(Life Jacket) คือ เครื่องแต่งกายหรืออุปกรณ์ที่เมื่อใช้ในน้ำ จะช่วยให้ผู้สวมใส่ลอยตัว และรักษาตำแหน่งในการลอย โดยปากและจมูกของผู้สวมใส่อยู่เหนือผิวน้ำแม้จะเป็นขณะหมดสติ เพื่อเพิ่มโอกาสที่จะได้รับการช่วยเหลือ

    เสื้อพยุงตัว(Buoyancy Aids) คือ อุปกรณ์ช่วยการลอยตัวส่วนบุคคล เพื่อช่วยพยุงร่างกายของผู้สวมใส่ขณะมีสติ ให้ลอยอยู่ในน้ำได้

    ความแตกต่างระหว่างเสื้อชูชีพกับเสื้อพยุงตัว

    เสื้อชูชีพนั้น ถ้าสวมใส่อย่างถูกต้องและเสื้อชูชีพอยู่ในสภาพดี จะช่วยให้ผู้สวมใส่ลอยตัวอยู่ในน้ำในตำแหน่งที่ปากและจมูกของผู้สวมใส่อยู่เหนือผิวน้ำแม้ว่าหมดสติ ส่วนเสื้อพยุงตัวถูกออกแบบมาเพื่อช่วยพยุงร่างกายของผู้สวมใส่ให้ลอยอยู่ในน้ำได้ แต่ไม่อาจช่วยผู้สวมใส่ในทุกสถานการณ์ เนื่องจากผู้สวมใส่ต้องมีสติและช่วยเหลือตัวเองได้ด้วยส่วนหนึ่ง

  • Fins
    ตีนกบเป็นอุปกรณ์สวมใส่กับเท้า เพื่อช่วยถ่ายทอดพลังงานจากเท้าไปสู่น้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้เราเคลื่อนที่ในน้ำได้เร็วขึ้น แต่ออกแรงน้อยลง ผู้ใช้จะไม่ค่อยรู้สึกเหนื่อยแม้จะว่ายน้ำดำน้ำเป็นเวลานาน ทั้งนี้ขนาดของตีนกบไม่มีขนาดตายตัวแน่นอน เช่น เบอร์ 5-6, เบอร์ 7-8 ฯลฯ บางยี่ห้ออาจมีขนาดครอบคลุมกว้างขึ้น เช่น เบอร์ 4-6 , เบอร์ 6-8 ฯลฯ หากเราทดลองสวมดูแล้วไม่มีขนาดที่พอดี ให้เลือกคู่ที่หลวม เพราะหากขนาดเล็กไปก็จะบีบรัดเท้า แต่ถ้าขนาดหลวมเรายังสามารถใส่ถุงเท้ากีฬาหรือถุงเท้าหนา ๆ ช่วยทำให้พอดีหรือกระชับได้ ตีนกบแบ่งออกได้เป็น 2 รูปแบบ คือ แบบหุ้มส้นเท้า และแบบเปิดส้นเท้า



    1. ตีนกบแบบหุ้มส้นเท้า (Full Foot or Fool Pocket)
    มีลักษณะเป็นแผ่นตีนกบขนาดเล็ก และมีน้ำหนักเบา อาจกล่าวได้ว่าตีนกบแบบนี้นิยมใช้กันมากกับการดำน้ำแบบผิวน้ำ และเหมาะสำหรับฝึกหัดดำน้ำได้ง่ายกว่าแบบแข็ง อนึ่งก่อนสวมใส่ ควรทำให้เท้าของเราเปียกน้ำก่อน จะทำให้การสวมใส่ง่ายขึ้น

    2. ตีนกบแบบเปิดส้นเท้า (Adjusted Hell Strap or Open-Heel)
    มีลักษณะเป็นแผ่นตีนกบขนาดค่อนข้างใหญ่ หนา หนัก และมีสายรัดส้นเท้าซึ่งปรับให้กระชับกับเท้าได้ การเลือกตีนกบแบบนี้ควรเลือกเบอร์หลวม ๆ ไว้ วิธีการเลือกก็ลองสวมใส่ดูว่าสามารถสวมเท้าได้ลึกเลยหลังเท้าเข้าไปจนถึงข้อเท้าหรือเกือบถึง ถ้าสอดเท้าเข้าได้น้อยก็แสดงว่าช่องใส่เท้าเล็กไป ไม่ควรใช้ เพราะจะทำให้ผู้ใช้เป็นตะคริวได้ง่ายจากการที่ใช้เฉพาะส่วนปลายเท้าออกแรงเตะตีนกบ แต่ถ้าช่องใส่เท้าหลวมมากจนสายรัดไม่สามารถรัดให้แน่นได้ก็ไม่ควรเลือกเช่นกัน ที่สำคัญต้องสวมใส่รองเท้ายาง (หุ้มข้อ) ก่อนใส่ตีนกบชนิดนี้ เพื่อป้องกันการเสียดสีระหว่างตีนกบกับเท้าจนเกิดบาดแผลได้ นอกจากนี้ยังช่วยป้องกันอันตรายจากของมีคมและสัตว์ทะเลที่มีพิษ ซึ่งอาจไปเหยียบเข้าโดยบังเอิญ ตีนกบแบบนี้เหมาะสำหรับการดำน้ำลึกหรือการทำงานใต้น้ำ


    วัสดุที่ใช้ผลิตตีนกบมักจะเป็นพลาสติก ยาง หรือผสมกัน และยากที่จะชี้ชัดลงไปได้ว่าวัสดุชนิดใดดีที่สุด เพราะตีนกบที่ใช้วัสดุที่ดีและมีราคาแพงกว่า อาจไม่เหมาะสมกับความสามารถและกำลังของผู้ใช้แต่ละคน ซึ่งทุกคนต่างมีความสามารถในการปรับตัวให้เข้ากับสิ่งที่ไม่คุ้นเคย (คือตีนกบ) และมีความแข็งแรงของร่างกาย โดยเฉพาะขาไม่เท่ากัน
    หลักการเลือกซื้อตีนกบ ควรเลือกขนาดและความแข็งแรงของแผ่นตีนกบตามความแข็งแรงของขา และหน้าที่การใช้งานไม่ใช่เล็กหรือใหญ่จนเกินไป ที่สำคัญจะต้องสวมใส่ได้พอดีกับเท้า การดูแลรักษาและทำความสะอาด เช่นเดียวกับหน้ากากดำน้ำและท่อหายใจ

  • ชุดดำน้ำหรือ Wet Suit
    ชุดดำน้ำหรือ Wet Suit แปลว่าเสื้อเปียก ชุดดำน้ำมีหลายแบบทั้งแบบเสื้อเปียกและเสื้อแห้ง เสื้อเปียกคือคนใส่ลงน้ำแล้วเปียก ส่วนเสื้อแห้งคนใส่ดำน้ำขึ้นมาแล้วตัวไม่เปียก เราจะพูดกันถึง Wet Suit เพราะเป็นชุดปกติของนักดำน้ำ ส่วน Dry Suit นั้นเป็นชุดที่ไม่ปกติ ใช้กรณีที่ดำในเขตน้ำเย็นจัด ทำไมจะต้องใส่เวทสูตร ใส่แล้วเท่ห์เหรอ ใส่เสื้อกล้ามได้หมั๊ย ใส่เสื้อยืดได้หมั๊ย เวทสูทรมีประโยชน์อย่างไร ทำไมต้องใช้ เวลาเราลงน้ำแล้วหนาวใช่หมั๊ย ยิ่งเราดำลงไปลึกยิ่งหนาวกว่า เคยได้ยินแต่คำว่ายิ่งสูงยิ่งหนาว แต่ยิ่งลึกก็ยิ่งหนาวกว่า ถ้าเราไม่มีฉนวนกันความร้อนออกจากตัวเราก็จะทำให้เราสูญเสียความร้อนให้กับน้ำ อย่างรวดเร็วมีผลทำให้อุณหภูมิในร่างกายเราลดลงอย่างน่าวิตกจนบางคนหนาวสั่น บางคนช๊อคหมดสติใต้น้ำ เวทสูทรช่วยท่านได้เวทสูทรเป็นฉนวน ขนิดหนึ่งทำจาก นีโอพรีนโฟม ลักษณะเป็นฟองน้ำนิ่มๆ แต่เหนียว หนาประมาณ 2-3 มม. มีหน้าที่ป้องกันความร้อนจากตัวเราไม่ให้ถ่ายเทไปสู่น้ำมากเกินไปทำให้เราไม่หนาวสั่น เมื่ออยู่ใต้น้ำนานๆ เวทสูทรมีทั้งแบบขายาวแขนยาว และแบบขาสั้นแขนสั้น แบบแขนสั้นก็ดีราคาถูกดี แบบแขนยาวขายาวก็ดีใส่แล้วหุ้มหมดทั้งแขนและขา นอกจากเวทสูทรจะช่วยป้องกันการสูญเสียความร้อน จากตัวคนไปสู่น้ำแล้วมันยังช่วยให้ลอยตัวด้วย แล้วยังช่วยปกป้องผิวหนังเราในกรณีที่เราไปสัมผัสกับพืชหรือ สัตว์มีพิษโดยบังเอิญเช่นแมงกระพรุนไฟเป็นต้น

  • เทคนิคง่ายๆ ดูแลรักษากล้องกันน้ำ
    สำหรับกล้องคอมแพคกันน้ำแบบ waterproof ควรตรวจดูช่องเปิดปิดต่างๆ บนตัวกล้องก่อนใช้งาน เช่น ช่องใส่แบตเตอรี่ หรือ เม็มโมรี่การ์ด ดูให้ดีกว่าปิดสนิทดีหรือเปล่า มีเศษผมหรืออะไรไปติดอยู่ทำให้ฝาปิดไม่สนิทหรือไม่ เพราะเมื่อดำลงไปใต้น้ำ แรงดันอาจจะทำให้น้ำเข้าได้

    เมื่อใช้งานเสร็จ หลังลงน้ำทะเล อย่าลืมนำกล้องไปแช่น้ำสะอาด ล้างเอาเกลือหรือเศษทรายที่ติดอยู่ตามซอกมุมของกล้องออกไปก่อน หลังจากนั้นค่อยเช็ดเก็บตามปกติ วิธีง่ายๆ ที่จะช่วยยืดอายุกล้องกันน้ำให้อยู่กับคุณนานขึ้น

    อย่าลืม! ก่อนใช้กล้องคอมแพคกันน้ำ ควรตรวจสอบซีลยางว่าอยู่ในสภาพดีหรือไม่ เปื่อย ขาด เก่าแล้วหรือยัง หากจะนำไปใช้ใต้น้ำบ่อยๆ แนะนำให้เปลี่ยนซีลยางกันน้ำที่ศูนย์บริการปีละครั้ง

  • ดำน้ำแบบ SCUBA (Self Contained Underwater Breathing Apparatus) จะขาดอุปกรณ์ชิ้นหนึ่งที่สำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าอุปกรณ์อื่น ๆ เลย นั่นก็คือถังดำน้ำ เนื่องจาก นักดำน้ำอย่างพวกเรา ๆ นี่แหละจะสามารถใช้อากาศจากที่นี่หล่ะครับหายใจ ส่วนจะอยู่ใต้น้ำได้นานเท่าไรนั้น ผมไม่ทราบ ???? ทำไมถึงตอบอย่างนั้นน่ะหรือ ก็เพราะว่ามันมีปัจจัยหลายประการด้วยกันถึงจะตอบได้นะ ถ้าบอกมาลอย ๆ ผมก็ไม่หาญกล้าตอบครับ

    1. ถังดำน้ำที่ใช้น่ะขนาดเท่าไร? เล็กหรือใหญ่มีให้เลือกใช้ ถ้าเราใช้ถังใบใหญ่ก็อัดอากาศได้ปริมาตรมากกว่า มีอากาศมากก็อยู่ใต้น้ำได้นาน นี่ยังไมีรวมถึงชนิดของอากาศ หรือแก๊สบางชนิดที่มีการผสมพิเศษเข้าไปนะครับ มันก็จะทำให้เราหายใจอยู่ใต้น้ำได้นานขึ้นด้วย เช่น Enriched Air Nitrox



    ถังดำน้ำในปัจจุบันมีให้เลือกใช้หลากหลายขนาดตามความเหมาะสม

    2. จะดำน้ำที่ความลึกเท่าไร? อันนี้จำได้เลยครับตอนเรียนครูเค้าบอกว่า ถ้าอากาศที่บรรจุอยู่ในภาชนะปิด เมื่อนำลงสู่ที่ลึกความดันจะเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ปริมาตรของอากาศในถังดำน้ำลดลงด้วยครับ แน่นนอนหล่ะหากผมใช้ถังดำน้ำขนาดเดียวกับคุณแต่ดำน้ำที่ความลึก 10 เมตร (ความดัน 2 บรรยากาศ; ปริมาตรอากาศในถังลดลงจากเดิม 1/2 เท่า) จะดำน้ำได้นานกว่าคุณซึ่งดำน้ำที่ความลึก 20 เมตร (ความดัน 3 บรรยากาศ; ปริมาตรอากาศในถังลดลงจากเดิม 1/3 เท่า) ใช่ไหมครับยังจำกันได้หรือเปล่า

    3. สภาพแวดล้อม หรือลักษณะการดำน้ำเป็นอย่างไร ? ที่ถามแบบนี้ก็เพราะสภาพแวดล้อมที่แตกต่างกัน รวมถึงลักษณะการดำน้ำที่แตกต่างกันจะส่งผลต่ออัตราการใช้พลังงาน ซึ่งส่งผลโดยตรงต่ออัตราการหายใจนั่นเอง ยกตัวอย่างง่าย ๆ ถ้าคุณไปดำน้ำในแนวปะการังของอ่าวหนึ่งซึ่งเป็นอ่าวกึ่งปิด ได้รับอิทธิพลของคลื่นลมน้อยมาก ทำให้คุณว่ายน้ำได้อย่างสบาย ๆ ไม่เหนื่อย อัตราการหายใจก็ไม่ถี่ ดังนั้นอากาศในถังของคุณก็จะถูกใช้ไปน้อยด้วยครับ ซึ่งจะตรงกันข้ามกับผู้ที่ไปดำน้ำบริเวณที่มีกระแส หรือวันที่มีคลื่นลมค่อนข้างแรง การดำน้ำจะเหนื่อยกว่า และอัตราการหายใจจะถี่กว่านั่นเองครับ ส่วนอีกกรณีนะครับสำหรับนักดำน้ำที่ไปเที่ยวชมสิ่งแวดล้อมใต้ทะเลเพื่อการพักผ่อน หรือนักดำน้ำที่ทำหน้าที่เป็นผู้ควบคุมดูแลกลุ่มนักดำน้ำเช่นไดว์มาสเตอร์ หรือผู้ที่ดำน้ำทำงานเช่นนักสำรวจวิจัยทางทะเล หรือนักดำน้ำกู้ภัยก็จะใช้พลังงานในการดำน้ำที่แตกต่างกันด้วยครับ


    ปัจจัยทางสิ่งแวดล้อมส่งผลต่อการใช้พลังงานและการหายใจ

    4. ประสบการณ์หรือความคุ้นเคยกับการดำน้ำมากน้อยเพียงใด? ข้อนี้ชัดเจนเลยครับ การที่นักเรียนดำน้ำมือใหม่ ใช้ถังดำน้ำขนาดเดียวกันกับครู ความดันอากาศก็เต็ม 200 บาร์ แต่ทำไมครูใช้ถังอากาศใบที่มีอากาศ 100 บาร์ เองยังพาเราขึ้นลงได้ตลอดรอดฝั่ง หรือบางครั้งนักเรียนอากาศหมดก่อนเสียอีก 555 อันนี้เป็นเรื่องของประสบการณ์ และระดับของการฝึกฝน เนื่องจากการฝึกฝนทักษะการดำน้ำที่สูงขึ้นจะช่วยพัฒนาการหายใจได้ดีขึ้น เช่นการรักษาแรงลอยตัวเป็นกลาง การตีฟินที่มีประสิทธิภาพ การใช้ระบบน้ำหนักที่เหมาะสม รวมถึงสภาพจิตใจที่นิ่งไม่ตื่นตระหนกต่อสภาพแวดล้อมใต้ทะเล เป็นต้นครับ


    Efficiency fin kick และ neutral buoyancy คือทักษะดำน้ำที่สำคัญ


    สัญลักษณ์ที่เราพบอยู่บนคอถังดำน้ำมีความหมายอย่างไร?

    สัญลักษณ์ที่ปรากฏอยู่บนคอถังดำน้ำ หากไม่เข้าใจอย่าตีความหมายว่าสัญลักษณ์ไม่มีความสำคัญนะครับ



    สัญลักษณ์บนคอถังดำน้ำ

    1. บ่งบอกถึงมาตรฐานการรับรองการผลิตถังดำน้ำ
    DOT/ CTC เป็นสัญลักษณ์ที่บ่งบอกถึงหน่วยงานของรัฐบาลซึ่ง
    รับผิดชอบ มาตรฐานของการผลิตถังดำน้ำ
    DOT=Departmant Of Transportation เป็นหน่วยงานของ
    สหรัฐอเมริกานิยมใช้กันในแถบอเมริกา และไทย
    CTC= Canadian Transportation Commission เป็นหน่วยงาน
    ของแคนาดานิยมใช้กันในแถบยุโรป

    2. บ่งบอกถึงวัสดุที่ใช้ทำถังดำน้ำ
    - ถังดำน้ำที่ทำด้วยเหล็กจะปรากฏสัญลักษณ์ 3AA (Steel alloy)
    - ถังดำน้ำที่ทำด้วยอลูมิเนียมอัลลอยด์ จะปรากฏสัญลักษณ์ 3AL
    (Aluminium alloy)

    3. บ่งบอกถึงวัน เดือน ปี ที่ถังดำน้ำได้รับการตรวจสอบคุณภาพ (Hydrostatic test)
    วันเดือนปีที่ทำ Hydrostatic test เช่นสัญลักษณ์ 06N14 หมายถึงถังใบนี้ได้รับการตรวจ เมื่อเดือน มิถุนายน ปี 2014 โดยเอเจนซี่ หรือร้านรับบริการตรวจสอบที่ชื่อ N เป็นต้น หลังจากที่ทำการตรวจสอบความดันของถังดำน้ำแล้ว พบว่ามีสัญลักษณ์ปรากฏเป็นเครื่องหมาย + อยู่ บนคอถังดำน้ำ แสดงว่าถังดำน้ำใบนั้นสามารถอัดอากาศได้เกินกว่าที่ Working pressure กำหนดไว้ 10% คือปกติถังใบนี้อัดอากาศได้เต็มที่ 200 บาร์ แต่มีสัญลักษณ์นี้บอกว่าสามารถรับแรงดันได้ถึง 220 บาร์

    4. บ่งบอกบริษัทผู้ผลิต และ Serial number ของถัง
    ถังดำน้ำแต่ละใบจะปรากฏ Serial number ของถังอยู่ (หมายเลขประจำของถังดำน้ำ) หากเราซื้อถังดำน้ำมาจากตัวแทนจำหน่าย หากพบว่ามีปัญหาเกิดขึ้นกับตัวถังดำน้ำไม่ว่ากรณีใดใดก็ตาม เราสามารถฟ้องร้องหรือสามารถเปลี่ยนใหม่ได้ ซึ่งทางบริษัทผู้ผลิตก็จะสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ว่า มีสาเหตุเกิดขึ้นจากอะไร และจะสามารถปรับปรุงแก้ไขสายการผลิต รวมถึงการประกาศยกเลิกจำหน่าย หรือเรียกคืนถังดำน้ำในรอบสายการผลิตเดียวกันนั้นได้ด้วย

    ความต่างระหว่างถังดำน้ำที่ทำด้วยเหล็ก และอลูมิเนียม

    โดยทั่วไปแล้วถังดำน้ำที่เราพบเจอ ไม่ว่าจะซื้อหรือเช่าส่วนใหญ่จะทำจาก Steel Alloy หรือ Aluminium Alloy
    - ถังดำน้ำที่ทำด้วยเหล็กจะมีความแข็งแรงมากกว่าถังดำน้ำที่ทำจากอลูมิเนียมในความหนาที่เท่ากัน
    -เรามักจะพบว่าถ้าขนาดของถังที่เท่ากัน ถังเหล็กจะสามารถบรรจุอากาศได้มากกว่าถังอลูมิเนียม เนื่องจากถังอลูมิเนียมจะมีผนังที่หนามากกว่า เพื่อให้มีความทนทานและความสามารถรับแรงดันได้เทียบเท่ากับถังเหล็ก เพราะความไม่แข็งแรงของอลูมิเนียมนี้เอง อย่างไรก็ตามปัจจุบันเรามักจะพบว่ามีการใช้ถังดำน้ำอลูมิเนียมอย่างแพร่หลาย แต่ก็มิได้หมายความว่าถังดำน้ำเหล็กจะหมดความนิยมไปเสียทีเดียวครับ ยังมีบางหน่วยงานที่ยังผลิตและเลือกใช้อยู่ตามความเหมาะสมของวัสดุ


    ข้อเสียของถังเหล็ก
    - มีน้ำหนักมาก
    - การก่อตัวของสนิม และการดูแลรักษายากกว่าอลูมิเนียม


    ข้อดีของถังเหล็ก

    - เมื่อความดันในถังลดลง (Low pressure) จะไม่มีผลต่อการควบคุม Buoyancy แต่ถังอลูมิเนียมเราอาจจะพบว่าตัวเราจะมีแรงลอยตัวมากขึ้นเมื่ออากาศเหลือน้อย (แต่เราสามารถแก้ไขได้ด้วยการเพิ่มก้อนน้ำหนักไว้ก่อนแล้วตั้งแต่เริ่มการดำน้ำ)



    การตรวจสอบประสิทธิภาพถังดำน้ำด้วย HydrostaticTest
    ในหลายๆ ประเทศมีข้อกำหนดที่ถังดำน้ำจะต้องได้รับการตรวจสอบความดัน ประเทศสหรัฐอเมริกา กำหนดไว้ทุกๆ 5 ปี, ประเทศอังกฤษ กำหนดทุกๆ 4 ปี และประเทศไทยกำหนดไว้ที่ 3 ปี (ระเบียบกระทรวงอุตสาหกรรม) ซึ่งวิธีการในการตรวจสอบอาจจะมีความแตกต่างกันในแต่ละประเทศ แต่โดยทั่วๆ ไปจะเป็นลักษณะดังต่อไปนี้
    1) การทดสอบจะนำถังดำน้ำไปแช่ในน้ำ และวัดปริมาตรของถังดำน้ำ (Tank volume measured)
    2) การทดสอบจะอัดแรงดันของน้ำ เข้าไปในถังดำน้ำมากกว่าความดันปกติ (Working pressure) ซึ่งมีค่าเท่ากับ 5/3 คูณด้วย Working pressure เช่น 5/3 x 200 Bar และดูการขยายของถังดำน้ำ
    3) ทำการลดความดันของน้ำที่อัดเข้าไปในถัง และตรวจสอบปริมาตรของถัง เทียบกับปริมาตรก่อนการตรวจสอบ
    4) ถ้าหากปริมาตรใหม่อยู่ในเกณฑ์ที่ยอมรับได้ (Acceptable limit) ถังใบนั้นก็ผ่านการตรวจสอบ และนำไปใช้ได้



    การทดสอบประสิทธิภาพของถังดำน้ำด้วย Hydrostatic Test

    อาจจะมีบางสถานการณ์ที่ทำให้ถังดำน้ำเกิดการอ่อนตัว (weaken) หรือมีปัญหากับโครงสร้างของถังก่อนที่จะถึงกำหนดที่จะต้องทำการตรวจสอบ ซึ่งอาจจะรวมถึงหัวข้อต่อไปนี้
    1) ถังที่ถูกแยกชิ้นส่วน และนำทรายกลิ้งด้านในเพื่อทำความสะอาด เพื่อกำจัดสนิม คราบสกปรก
    2) โครงสร้างเสียหายอันเกิดจากการกระทบกระแทก เช่น บุบ ยุบตัว
    3) ถังที่ได้รับความร้อนมากกว่า 82 องศาเซลเซียส หรือ 180 องศาฟาเรนไฮต์ เช่นการพ่นและอบสี การถูกเผาหรือรนด้วยไฟ (เนื่องจากถังดำน้ำเหล่านี้จะได้รับการ Treatment ด้วยความร้อนที่มากกว่าหรือเท่ากับ 500 องศาเซลเซียส แล้ว แล้วทำการลดอุณหภูมิอย่างรวดเร็วด้วยน้ำเย็น ซึ่งวิธีนี้จะทำให้โลหะผสมทุกชนิดมีความแข็งแรงมาก) หากถังดำน้ำได้รับอุณหภูมิสูงอีกครั้งจะทำให้คุณสมบัติความแข็งแรงของโลหะแตกต่างไปจากเดิม
    4) ถังที่ไม่ได้ใช้งานเลย เป็นระยะเวลามากกว่าหรือเท่ากับ 2 ปี



    ถังดำน้ำที่แตกเสียหาย เนื่องจากโลหะมีความล้าและอ่อนตัว

    การตรวจสอบประสิทธิภาพถังดำน้ำโดยวิธี Visual inspection (ตรวจสอบด้วยตาเปล่า)
    1. การทำ Visual Inspection คือการตรวจสอบด้วยสายตาโดยผู้เชี่ยวชาญ โดยจะทำการตรวจสอบภายใน และภายนอกของตัวถังน้ำ ปีละ 1 ครั้ง เพื่อทำการตรวจสอบถึงความเสียหาย หรือการก่อตัวกันของคราบสกปรกต่างๆ ทั้งภายในและภายนอก ซึ่งอาจจะเกิดระหว่างการทำ Hydrostatic Test
    2. การตรวจสอบนี่ไม่ได้เป็นข้อกำหนดตามกฎหมายในหลายๆ ประเทศ แต่ถือเป็นมาตรฐานของอุตสาหกรรมดำน้ำ
    3. การตรวจสอบโดยการแยก Valve ออกจากคอถังดำน้ำ จากนั้นจึงทำการตรวจสอบเกลียว, O-ring และทาซิลิโคน รวมถึงการทำการตรวจสอบผนังภายในและภายนอก ซึ่งอาจจะเป็นปัญหาต่อถังดำน้ำได้

  • ท่อหายใจ (Used to Snorkel)
    หากเปรียบลีลาธรรมชาติของสรรพสิ่งใต้ทะเลเป็นดั่งภาพยนต์ที่เราได้ชมอยู่แล้วไซร้หน้ากากดำน้ำก็คือตา ส่วนท่อหายใจเป็นเสมือนสิ่งที่ทำให้เราสามารถดูภาพยนตร์นั้นได้อย่างไม่ขาดตอน
    ท่อ หายใจช่วยทำให้นักดำน้ำผิวน้ำ (Skin Diver) สามารถนอนคว่ำบนผิวน้ำเพื่อดูธรรมชาติใต้ท้องทะเลได้ตลอดเวลาโดยหายใจสูด อากาศเข้าปอดผ่านท่อหายใจได้อย่างสบาย ซึ่งมีปลายโผล่พ้นผิวน้ำและช่วยสงวนพลังงานของร่างกายโดยไม่ต้องเงยหน้าขึ้น มาหายใจ อันจะทำให้เหนื่อยง่าย รวมทั้งยังมีความสำคัญต่อการดำน้ำลึก (Scuba Diving) ในลักษณะของอุปกรณ์ที่ช่วยเพิ่มความปลอดภัย ซึ่งนักดำน้ำลึก (Scuba Diver) จะใช้ขณะลอยตัวอยู่ที่ผิวน้ำเพื่อประหยัดอากาศในถังดำน้ำก่อนลงดำหรือเมื่อ กลับขึ้นสู่ผิวน้ำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีที่อากาศในถังใกล้หมดหรือหมดไปแล้ว แต่ต้องว่ายกลับเรือหรือเข้าฝั่ง

    ท่อหายใจมีรูปทรงคล้ายตัว "J" ในพยัญชนะของภาษาอังกฤษ คือ ปลายด้านล่างโค้งงอขึ้นและมี "ที่คาบหายใจ" (Mouth Piece) ติดอยู่ ปัจจุบันมีการพัฒนาปรับปรุงรูปแบบเพิ่มขึ้น ซึ่งอาจจะกล่าวสรุปได้ว่ามีรูปแบบแตกต่างกัน 3 แบบ คือ
    1. แบบตัวJหรือธรรมดา (Simple "J")
    2. แบบ ตัวJโค้งเข้า (Contour) มีลักษณะปลายท่อจะโค้งเข้าหาศีรษะเพื่อป้องกันน้ำทะเลกระเซ็นเข้าลงท่ออัน เกิดจากการดำน้ำของตัวเองหรือผู้อื่นที่อยู่บริเวณใกล้เคียง
    3. แบบท่ออ่อน (Flex Hose) มีลักษณะส่วนล่างของท่อหายใจจะเป็นข้อหยัก ๆ ทำให้ท่อยืดโค้งงอได้ตามแต่เราต้องการ
    นอกจากนี้ยังแบ่งได้อีก 2 รูปแบบ คือ ชนิดที่มีวาล์ว และไม่มีวาล์ว ซึ่งมีข้อแตกต่างเช่นเดียวกันกับหน้ากากดำน้ำแบบมีวาล์วและไม่มีวาล์ว วิธีการไล่น้ำออกจากท่อหายใจ โดยการหายใจเข้าทางท่อแล้วกลั้นหายใจไว้ พร้อมกับก้มศีรษะลงจนปลายท่อหายใจจมน้ำ จากนั้นเงยหน้าขึ้นมาคว่ำอยู่บนผิวน้ำดังเดิม แล้วเป่าลมหายใจออกจากปากแรง ๆ น้ำก็จะถูกไล่ออกจนหมด หากน้ำยังมีเหลือค้างอยู่ในท่อหายใจ เวลาเราหายใจเข้าก็จะมีเสียงดังครอก ๆ ก็ให้สูดลมหายใจเข้าเบา ๆ ติดต่อกันจนลมเต็มปอด แล้วเป่าพรวดแร

  • KOHTALU TOUR CHANTHIMA RESORT
    เกาะทะลุทัวร์ จันทิมารีสอร์ท ดำน้ำดูปะการัง เกาะทะลุ ร้านอาหาร ที่พักราคาประหยัด รถเช่า สปาร์ นวดเพื่อสุขภาพ 098-0641749 081 0068001 LEAPUSORN RESORT เลภูศร รีสอร์ท เป็นรีสอร์ทที่เงียบสงบ ร่มรื่น ส่วนตัว ห่างจากหาดบางเบิดเพียง 1กิโลเมตร เท่านั้น เป็นที่พักแบบบังกะโล มี6หลัง พักได้หลังละ3ท่าน
    ที่พักเกาะทะลุ ที่พัก บางสะพาน ที่พักบางสะพานน้อย ที่พักบางเบิด ดำน้ำเกาะทะลุ ปะการัง ตกหมึก ตกปลา ที่พักริมทะเล ที่พักแบบประหยัด

  • KOHTALU TOUR CHANTHIMA RESORT
    เกาะทะลุทัวร์ จันทิมารีสอร์ท ดำน้ำดูปะการัง เกาะทะลุ ร้านอาหาร ที่พักราคาประหยัด รถเช่า สปาร์ นวดเพื่อสุขภาพ 098-0641749 081 0068001 LEAPUSORN RESORT เลภูศร รีสอร์ท เป็นรีสอร์ทที่เงียบสงบ ร่มรื่น ส่วนตัว ห่างจากหาดบางเบิดเพียง 1กิโลเมตร เท่านั้น เป็นที่พักแบบบังกะโล มี6หลัง พักได้หลังละ3ท่าน
    ที่พักเกาะทะลุ ที่พัก บางสะพาน ที่พักบางสะพานน้อย ที่พักบางเบิด ดำน้ำเกาะทะลุ ปะการัง ตกหมึก ตกปลา ที่พักริมทะเล ที่พักแบบประหยัด

  • เกาะทะลุทัวร์ จันทิมารีสอร์ท ใน บางสะพานน้อย ประจวบคีรีขันธ์ ช่วงนี้โปรโมช่นพิเศษ โทรเลย 085 2921866 เกาะทะลุทัวร์ สุดยอดการดำน้ำดูปะการังแห่งท้องทะเลอ่าวไทย ...

  • ปลาการ์ตูนอินเดียนแดง หรือ ปลาการ์ตูนอินเดียน (อังกฤษ: Skunk clownfish, Nosestripe anemonefish, Whitebacked clownfish; ชื่อวิทยาศาสตร์: Amphiprion akallopisos) เป็นปลาการ์ตูนที่อาศัยอยู่รวมกันเป็นฝูงกับดอกไม้ทะเล โดยเฉพาะชนิด Heteractis magnifica และ Stichodactyla gigantea[1] พบในเขตอินโด-แปซิฟิก อาศัยอยู่ตามแนวปะการังชายฝั่งลึกประมาณ 15 เมตร ปลาการ์ตูนอินเดียนแดงสามารถเลี้ยงเป็นปลาตู้ได้

  • ลักษณะ
    ลำตัวมีสีเนื้ออมเหลืองทองอมชมพู มีแถบขาวเล็ก ๆ พาดผ่านบริเวณหลังตั้งแต่ปลายจมูกจนจรดครีบหาง ยาวได้ถึง 11 เซนติเมตร[2]

    ปลาการ์ตูนอินเดียนแดงก็เหมือนกับปลาการ์ตูนชนิดอื่นที่เป็นกะเทยแบบเปลี่ยนเพศได้ ลำดับชั้นของฝูงภายในดอกไม้ทะเลประกอบด้วยคู่ผสมพันธุ์ซึ่งเป็นตัวเมียที่ใหญ่ที่สุดและตัวผู้ซึ่งเป็นคู่ ตัวผู้ที่เหลือจะมีขนาดเล็กกว่า

  • ปลาการ์ตูนอินเดียนแดงชมพู หรือ ปลาการ์ตูนชมพู (อังกฤษ: Pink skunk clownfish, Pink anemonefish; ชื่อวิทยาศาสตร์: Amphiprion perideraion) เป็นปลาการ์ตูนชนิดหนึ่ง

    มีลักษณะคล้ายกับปลาการ์ตูนอินเดียนแดง (A. akallopisos) มาก แต่มีความแตกต่างตรงที่จะมีลายสีขาวคาดบริเวณแผ่นปิดเหงือก

    พบกระจายพันธุ์ในมหาสมุทรแปซิฟิกฝั่งตะวันออก, หมู่เกาะโคโคส และหมู่เกาะคริสต์มาส ในน่านน้ำไทยพบได้ทั้งฝั่งอ่าวไทยและทะเลอันดามัน มีขนาดโตเต็มที่ 10 เซนติเมตร

    เป็นปลาที่เลี้ยงเป็นปลาสวยงามได้ แต่ไม่เป็นที่นิยม เนื่องจากสีสันไม่สวยงามเหมือนกับปลาการ์ตูนชนิดอื่น ๆ เช่นเดียวกับปลาการ์ตูนอินเดียนแดง แม้ปัจจุบันจะเพาะขยายพันธุ์ได้แล้วก็ตาม

  • ปะการัง หรือ กะรัง [3]เป็นสิ่งมีชีวิตที่อาศัยอยู่ในทะเล จัดอยู่ในชั้นแอนโธซัวและจัดเป็นพวกดอกไม้ทะเล มีขนาดเล็กเรียกว่าโพลิฟ แต่จะอาศัยรวมกันอยู่เป็นโคโลนีที่ประกอบไปด้วยโพลิฟเดี่ยวๆจำนวนมาก เป็นกลุ่มที่สร้างแนวปะการังที่สำคัญพบในทะเลเขตร้อนที่สามารถดึงสารแคลเซียมคาร์บอเนตจากน้ำทะเลมาสร้างเป็นโครงสร้างแข็งเพื่อเป็นที่อยู่อาศัยได้

  • หัวของปะการังหนึ่งๆโดยปรกติจะสังเกตเห็นเป็นสิ่งมีชีวิตเดี่ยวๆอันหนึ่ง แต่ที่จริงนั้นมันประกอบขึ้นมาจากสิ่งมีชีวิตเดี่ยวๆขนาดเล็กนับเป็นพันๆโพลิฟโดยในทางพันธุ์ศาสตร์แล้วจะเป็นโพลิฟชนิดพันธุ์เดียวกันทั้งหมด โพลิฟจะสร้างโครงสร้างแข็งที่มีลักษณะเฉพาะของปะการังแต่ละชนิด หัวของปะการังหนึ่งๆมีการเจริญเติบโตโดยการสืบพันธุ์แบบไม่ใช้เพศของโพลิฟเดี่ยวๆ แต่ปะการังก็สามารถสืบพันธุ์ออกลูกหลานโดยการใช้เพศกับปะการังชนิดเดียวกันด้วยการปล่อยเซลล์สืบพันธุ์พร้อมๆกันตลอดหนึ่งคืนหรือหลายๆคืนในช่วงเดือนเพ็ญ

  • แม้ว่าปะการังจะสามารถจับปลาและสัตว์เล็กๆขนาดแพลงตอนได้โดยใช้เข็มพิษ (เนมาโตซิสต์) ที่อยู่บนหนวดของมัน แต่ส่วนใหญ่แล้วปะการังจะได้รับสารอาหารจากสาหร่ายเซลล์เดียวที่สังเคราะห์แสงได้ที่เรียกว่าซูแซนทาลา นั่นทำให้ปะการังทั้งหลายมีการดำรงชีวิตที่ขึ้นตรงต่อแสงอาทิตย์และจะเจริญเติบโตได้ในน้ำทะเลใสตื้นๆโดยปรกติแล้วจะอาศัยอยู่บริเวณที่มีความลึกน้อยกว่า 60 เมตร ปะการังเหล่านี้ถือว่าเป็นผู้สร้างโครงสร้างทางกายภาพของแนวปะการังที่พัฒนาขึ้นมาในทะเลเขตร้อนและเขตกึ่งร้อนอย่างเช่นเกรตแบริเออร์รีฟบริเวณนอกชายฝั่งของรัฐควีนส์แลนด์ของประเทศออสเตรเลีย แต่ก็มีปะการังบางชนิดที่ดำรงชีวิตอยู่ได้โดยไม่เกี่ยวข้องกับสาหร่าย

กายวิภาคศาสตร์[แก้]

กายวิภาคศาสตร์ของโปลิพปะการัง

หัวปะการังดูเหมือนจะเป็นสิ่งมีชีวิตเดี่ยวๆแต่ที่แท้จริงแล้วมันประกอบไปด้วยโพลิฟเดี่ยวๆมากมาย โพลิฟเป็นเนื้อเยื่ออ่อนของสิ่งมีชีวิตหลายเซลล์ที่กินสิ่งมีชีวิตเล็กๆที่หลากหลายเป็นอาหารจำพวกแพลงตอนขนาดเล็กจนไปถึงปลาตัวเล็กๆ

ปรกติแล้วโพลิฟจะมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางไม่กี่มิลลิเมตร ด้านนอกเป็นชั้นผนังอีพิเธลเลียม ส่วนด้านในเป็นเนื้อเยื่อคล้ายวุ้นที่รู้จักกันว่าเมโซกลี โพลิฟมีสมมาตรรัศมีและมีหนวดโดยรอบช่องปากที่อยู่ตรงกลางที่เปิดต่อเนื่องไปที่กระเพาะอาหารหรือซีเลนเทอรอนไปยังที่อาหารถูกย่อยและปล่อยของเสีย

กระเพาะอาหารติดอยู่ที่ฐานของโพลิฟบริเวณที่ซึ่งผนังชั้นนอก (อีพิเธลเลียม) สร้างโครงสร้างแข็งภายนอกขึ้นมาอันหนึ่งเรียกว่าแผ่นฐานรอง (แคลลิเคิล) (L. ถ้วยเล็กๆ) ซึ่งเกิดจากวงแหวนเนื้อปูนหนาๆมีสันตามแนวรัศมีรองรับอยู่ 6 สัน โครงสร้างนี้มีการเติบโตขึ้นไปในแนวดิ่งเข้าไปยังฐานรองของโพลิฟ เมื่อโพลิฟทั้งหลายตกอยู่ในสภาพที่เครียดก็จะเกิดการหดตัวเป็นคาริกซ์ เพื่อที่จะได้ไม่มีส่วนใดๆโผล่ขึ้นมาเหนือแท่นโครงสร้างแข็งอันเป็นการป้องกันโพลิบทั้งหลายจากเหล่านักล่า (Barnes, R.D., 1987; Sumich, 1996).[5][6] โพลิฟจะเจริญเติบโตขึ้นโดยการขยายตัวของกลีบห่อหุ้มในแนวดิ่งซึ่งบางครั้งก็ถูกกั้นด้วยแผ่นผนังเกิดเป็นแผ่นฐานอันใหม่ที่สูงกว่า การขยายตัวนี้เกิดขึ้นหลายๆรุ่นทำให้เกิดโครงสร้างเนื้อปูนขนาดใหญ่ของปะการังและแนวปะการังทั้งหลาย

การเกิดโครงสร้างแข็งเนื้อปูนด้านนอกเกิดจากการตกสะสมตัวของแร่อะราโกไนต์ โดยโพลิฟทำหน้าที่จับไอออนของแคลเซี่ยมจากน้ำทะเลให้ทำปฏิกิริยากับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากสาหร่าย อัตราการตกสะสมตัวมีความแปรผันอย่างมากในระหว่างชนิดพันธุ์และสภาพสิ่งแวดล้อมรอบข้างที่อาจจะมากถึง 10 กรัม/ตารางเมตรของโพลิฟ/วัน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับแสงสว่าง กล่าวคือในช่วงกลางคืนจะผลิตได้เพียงประมาณร้อยละ 90 ต่ำกว่าการผลิตในช่วงกลางวัน[7]

การปล่อยเข็มพิษ: เข็มพิษที่แฝงอยู่ได้ตอบสนองเหยื่อบริเวณใกล้ๆที่เข้ามาสัมผัสกับขนรับความรู้สึก ปากก็จะเปิดออกและใช้เงี่ยงของมันทิ่มเข้าไปที่เหยื่อปล่อยให้เส้นใยกลวงพ่นพิษเข้าไปทำให้เหยื่อสลบ จากนั้นจะใช้หนวดจับเหยื่อเข้าปาก

หนวดทั้งหลายของโพลิฟจะทำการจับเหยื่อโดยการใช้เซลล์ที่ทำให้เกิดอาการระคายเคืองแสบร้อนที่เรียกว่าเข็มพิษ มีเซลล์หลายชนิดที่พัฒนาขึ้นมาเพื่อการจับเหยื่อและทำให้เหยื่อสลบอย่างเช่นแพลงตอนด้วยการพ่นพิษอย่างเร็วมากเมื่อมีสิ่งเข้าไปสัมผัส พิษเหล่านี้ปรกติจะมีฤทธิ์อ่อนๆแต่ถ้าเป็นปะการังไฟแล้วจะมีผลต่อมนุษย์มากพอควร เข็มพิษลักษณะนี้ก็พบได้ในแมงกระพุนและดอกไม้ทะเล สารพิษที่ฉีดโดยเข็มพิษจะทำให้เหยื่อสลบหรือตายซึ่งก็จะตกเข้าไปในกระเพาของโพลิฟด้วยการช่วยของหนวดผ่านแถบของอีพิเธเลียมที่หดตัวได้เรียกว่าคอหอย

โพลิฟทั้งหลายถูกต่อเชื่อมโยงใยโดยระบบท่อแกสโตรวาสคิวล่าที่พัฒนาขึ้นมาอย่างดีและมีความสลับซับซ้อนที่ทำให้โพลิบต่างๆมีการใช้อาหารและการพึ่งพาอาศัยร่วมกันได้ ในปะการังอ่อนระบบท่อเหล่านี้มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางระหว่าง 50-500 ไมครอน ที่ยอมให้เกิดการส่งผ่านทั้งการสันดาปและส่วนประกอบของเซลล์[8]

ภาพระยะใกล้ของโพลิฟ Montastrea cavernosa ที่เห็นหนวดของมันได้อย่างชัดเจน

นอกเหนือจากการกินแพลงตอนเป็นอาหารแล้ว ปะการังจำนวนมากและรวมถึงกลุ่มของไนดาเรียอื่นๆอย่างเช่นดอกไม้ทะเล (เช่น เออิพเทเซีย) ที่มีการดำรงชีวิตแบบพึ่งพาอาศัยกับพวกสาหร่ายซูแซนทาลีสกุลซิมไบโอดิเนียม ดอกไม้ทะเลสกุลเออิพเทเซียที่จะถูกพิจารณาว่าเป็นสิ่งรบกวนต่อสัตว์น้ำที่อาศัยอยู่ตามแนวปะการังแต่ก็ถือว่าเป็นแบบจำลองสิ่งมีชีวิตที่มีค่ายิ่งในการศึกษาทางวิทยาศาสตร์ถึงการพึ่งพาอาศัยกันระหว่างกลุ่มของไนดาเรียกับสาหร่าย ทั้งนี้โพลิฟหนึ่งๆจะพึ่งพาอาศัยกับสาหร่ายเฉพาะชนิดเท่านั้น[9]การสังเคราะห์แสงของสาหร่ายให้พลังงานแก่ปะการังและช่วยให้เกิดการตกตะกอนของสารแคลเซียมคาร์บอเนต สาหร่ายยังมีประโยชน์ทำให้เกิดสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยด้วยการใช้ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และของเสียที่มีองค์ประกอบของไนโตรเจนที่สร้างขึ้นมาโดยโพลิฟ เมื่อปะการังคลายความเครียดสาหร่ายสามารถเข้าไปในโพลิฟได้ สภาพที่ปะการังตกอยู่ในความเครียดปรกติแล้วจะขับสาหร่ายออกมาที่ยังผลก่อให้เกิดปรากฏการที่เรียกว่าการฟอกขาวของปะการังที่สาหร่ายทำให้ปะการังมีสีน้ำตาลหรือสีอื่นๆทั้งนี้ขึ้นอยู่กับเม็ดสีในเนื้อปะการัง อย่างเช่นโปรตีนเรืองแสงสีเขียว การขับสาหร่ายออกจะเป็นการเพิ่มโอกาสให้โพลิฟตกอยู่ในระยะที่เครียดต่อไป โดยที่สามารถจะเพิ่มสาหร่ายได้ใหม่ในภายหลัง หากสภาพเครียดยังคงดำเนินต่อไป โพลิฟหรือปะการังทั้งหลายก็จะตายไปในที่สุด[10]

การสืบพันธุ์[แก้]

ปะการังมีการแพร่พันธุ์ขยายถิ่นอาศัยของตนออกไปหลากหลายวิธี โดยมีสองวิธีการหลักๆคือการใช้เพศและการไม่ใช้เพศ การสืบพันธุ์แบบใช้เพศเป็นไปได้ทั้งชนิดแยกเพศ (โกโนโชริสม์) และชนิดที่มีทั้งสองเพศในตัวเดียวกัน (เฮอร์มาโพรดิติสม์) โดยปะการังทั้งสองชนิดดังกล่าวสามารถทำให้เกิดการสืบพันธุ์ทั้งแบบใช้เพศและแบบไม่ใช้เพศก็ได้

การสืบพันธุ์แบบใช้เพศ[แก้]

ไฟล์:Coral Life Cycles ZP.svg
วงจรชีวิตของปะการังชนิดที่เกิดการปฏิสนธินอกโคโลนีแม่และในโคโลนีแม่

ส่วนใหญ่แล้วปะการังจะสืบพันธุ์แบบใช้เพศ โดยประมาณแล้วร้อยละ 25 จะเป็นปะการังที่สร้างแนวปะการังที่โคโลนีหนึ่งๆจะประกอบไปด้วยเพศเดี่ยว ส่วนที่เหลือจะเป็นโคโลนีชนิดที่มีสองเพศ[11]ประมาณร้อยละ 75 ของปะการังชนิดที่สร้างแนวปะการังที่ตัวอ่อนเกิดจากการปฏิสนธิภายนอกโคโลนีแม่ โดยการปล่อยเซลล์สืบพันธุ์ (ไข่และสเปิร์ม) ออกไปสู่มวลน้ำทะเลแพร่กระจายไปได้ระยะทางไกลๆ เมื่อเซลล์สืบพันธุ์หลอมรวมกันในระหว่างการปฏิสนธิจะเกิดเป็นตัวอ่อนขนาดจิ๋วที่เรียกว่าพลานูลาซึ่งปรกติแล้วจะเป็นรูปวงรีและมีสีชมพู ในปีหนึ่งๆโคโลนีของปะการังขนาดย่อมๆสามารถจะสร้างตัวอ่อนเหล่านี้ได้หลายพันตัวที่มากเพียงพอที่มีโอกาสจะเกิดเป็นโคโลนีใหม่เพิ่มขึ้นสักหนึ่งโคโลนี[12] ตัวอ่อนปะการังหนึ่งๆจะว่ายน้ำไปหาแสงสว่างที่บริเวณผิวน้ำแล้วลอยไปตามกระแสน้ำและเจริญเติบโตในช่วงระยะเวลาหนึ่งจึงว่ายน้ำกลับลงไปหาพื้นผิวที่มันสามารถเกาะยึดและสร้างโคโลนีใหม่ได้ กระบวนการนี้มีหลายขั้นตอนและมีอัตราการล้มเหลวสูง กล่าวคือเซลล์สืบพันธุ์นับเป็นล้านๆที่โคโลนีหนึ่งๆปล่อยออกไปจะมีโอกาสรอดเกิดเป็นโคโลนีใหม่ๆได้เพียง 2 หรือ 3 โคโลนีเท่านั้น ช่วงระยะเวลาตั้งแต่วางไข่ไปจนถึงเกิดเป็นโคโลนีใหม่นี้ปรกติแล้วจะใช้ระยะเวลาประมาณ 2 หรือ 3 วัน แต่ก็สามารถยาวนานออกไปได้ถึง 2 เดือนทีเดียว[13] ตัวอ่อนหนึ่งๆจะเจริญเติบโตอยู่ในโพลิฟแล้วท้ายที่สุดก็จะกลายเป็นหัวปะการังโดยการแบ่งตัวเองแบบไม่ใช้เพศและเจริญเติบโตสร้างโพลิฟใหม่ๆ

ปะการังดาวเพศผู้ Montastraea cavernosa กำลังปล่อยอสุจิออกไปในมวลน้ำ

ปะการังอีกกลุ่มหนึ่งจะเกิดการปฏิสนธิภายในโคโลนีแม่คือบรรดาปะการังทั้งหลายที่ไม่ใช่ปะการังหินชนิดที่สร้างแนวปะการัง ปะการังกลุ่มนี้จะปล่อยอสุจิไปทำการปฏิสนธิกับไข่ เจริญเติบโตใหญ่ขึ้นเป็นตัวอ่อนแล้วท้ายสุดก็ถูกปล่อยออกไปสร้างโคโลนีใหม่[9] ตัวอ่อนจะเจริญเติบโตในโพลิฟของปะการังแล้วเกิดเป็นหัวปะการังโดยการแบ่งตัวเองแบบไม่อาศัยเพศแล้วเติบโตด้วยการสร้างโพลิฟใหม่ๆ

การผสมพันธุ์แบบซินโครนีเป็นสิ่งที่พบเห็นได้ทั่วไปในแนวปะการังเมื่อมีปะการังหลายชนิดปล่อยเซลล์สืบพันธุ์ออกมาในคืนเดียวกัน ซินโครนีนี้เป็นสิ่งจำเป็นเพื่อที่เซลล์สืบพันธุ์เพศผู้และเพศเมียจะเกิดการปฏิสนธิกันเกิดเป็นตัวอ่อน สิ่งกระตุ้นที่ทำให้ปะการังปล่อยเซลล์สืบพันธุ์ออกมานั้นมีความสลับซับซ้อนที่มีความเกี่ยวข้องกับการโคจรของดวงจันทร์ เวลาที่พระอาทิตย์ลับขอบฟ้า และอาจเป็นได้ที่จะเกี่ยวข้องกับกลไกลทางเคมี[11] การผสมพันธุ์แบบซินโครนีอาจยังผลให้เกิดปะการังพันธุ์ผสมและอาจจะทำให้เกิดการแตกแขนงสายพันธุ์ใหม่ๆของปะการัง[14] ในบางที่ปะการังสามารถออกไข่ครั้งละจำนวนมากๆโดยปรกติจะเกิดขึ้นในช่วงกลางคืนที่จะทำให้น้ำใสๆขุ่นฟุ่งขึ้นมาที่เต็มไปด้วยเซลล์สืบพันธุ์

ปะการังต้องอยู่ภายใต้การกระตุ้นจากสิ่งแวดล้อมในการที่จะหาช่วงเวลาที่เหมาะสมที่จะปล่อยเซลล์สืบพันธุ์เข้าไปในมวลน้ำซึ่งจะมีความแปรผันจากสายพันธุ์สู่สายพันธุ์ ปะการังที่มีการสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศมีสองวิธีซึ่งแตกต่างกันตรงที่ว่าจะปล่อยเซลล์สืบพันธุ์เพศเมียออกไปหรือไม่

การปฏิสนธิภายนอกโคโลนีแม่ที่จะมีการปล่อยเซลล์สืบพันธุ์ออกไปครั้งละจำนวนมากจะอยู่ภายใต้การกระตุ้นจากสิ่งแวดล้อมอย่างสูงที่แตกต่างไปจากการปฏิสนธิภายในโคโลนีแม่ตรงที่จะมีการปล่อยทั้งสเปิร์มและไข่เข้าไปในมวลน้ำพร้อมๆกัน ปะการังจะใช้สิ่งกระตุ้นในระยะยาวอย่างเช่นความยาวของช่วงกลางวัน อุณหภูมิน้ำ และ/หรืออัตราการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิ และการกระตุ้นในระยะสั้นซึ่งส่วนใหญ่เป็นการหมุนเวียนโคจรของดวงจันทร์และช่วงเวลาดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้าจะกระตุ้นให้มีการปล่อยเซลล์สืบพันธุ์[11] ประมาณร้อยละ 75 ของสายพันธุ์ปะการังที่มีการปฏิสนธิภายนอกโคโลนีแม่ โดยหลักแล้วจะเป็นพวกสร้างแนวปะการัง[11] เซลล์สืบพันธุ์ที่เบาตัวจะลอยตัวขึ้นไปที่ผิวน้ำแล้วเกิดการปฏิสนธิที่นั่นเกิดเป็นตัวอ่อน (พลานูลา) ตัวอ่อนนี้จะว่ายไปตามผิวน้ำหาแสงสว่างเข้าไปในกระแสน้ำโดยปรกติแล้วจะล่องลอยไปเป็นระยะเวลา 2 วันแต่ก็อาจสูงได้ถึง 3 สัปดาห์ และมีอยู่กรณีหนึ่งที่นานถึง 2 เดือน[13] หลังจากนั้นก็จะปักหลักปักฐานเปลี่ยนสภาพเป็นโพลิฟและพัฒนาไปเป็นโคโลนีต่อไป

การปฏิสนธิภายในโคโลนีแม่จะเป็นปะการังพวกไม่สร้างแนวปะการัง หรือเป็นปะการังพวกที่สร้างแนวปะการังบางชนิดที่อยู่ในพื้นที่ที่มีกระแสน้ำเชี่ยวหรือมีคลื่นซัดแรง พวกที่มีการปฏิสนธิภายในโคโลนีแม่จะปล่อยเฉพาะสเปิร์มออกไปซึ่งไม่ลอยน้ำและสามารถอยู่กับไข่ที่ยังไม่ได้รับการปฏิสนธิหลายสัปดาห์ลดความจำเป็นที่จะเกิดการผสมพันธุ์แบบซินโครนีแต่ก็ยังสามารถเกิดขึ้นได้[11] ภายหลังการปฏิสนธิปะการังก็จะปล่อยตัวอ่อนออกไปที่พร้อมที่จะพัฒนาเป็นโคโลนีแม่ต่อไป

การสืบพันธุ์แบบไม่ใช้เพศ[แก้]

แคลิซส์ (แผ่นรองฐาน) ของ Orbicella annularis แสดงการเพิ่มเป็นทวีคูณสองวิธีคือการแตกหน่อ (แคลิเคิลตรงกลางขนาดเล็ก) และการแบ่งตัว (แคลิเคิลคู่ขนาดใหญ่)

ภายในหัวของปะการังหนึ่งโพลิฟทั้งหลายที่มีลักษณะทางพันธุกรรมที่เหมือนกันจะมีการสืบพันธุ์แบบไม่ใช้เพศที่ทำให้โคโลนีมีการเจริญเติบโต การสืบพันธุ์นี้ไม่เกิดจากการแตกหน่อก็เกิดจากการแบ่งตัวเอง ทั้งสองวิธีนี้ได้แสดงในไดอะแกรมของ “ออร์บิเซลลา แอนนูลาริส” การแตกหน่อเกี่ยวข้องกับโพลิฟใหม่หนึ่งที่เติบโตแตกออกมาจากโพลิฟผู้ใหญ่ตัวหนึ่ง ขณะที่การแบ่งตัวทำให้เกิดโพลิฟสองตัวที่มีขนาดเท่ากันกับขนาดดั้งเดิม[12]

  • การแตกหน่อ ทำให้โคโลนีของปะการังมีการเพิ่มขนาดขึ้น มันเกิดขึ้นเมื่อมีคอรอลไลต์ตัวใหม่ตัวหนึ่งเติบโตมาจากโพลิฟผู้ใหญ่ เมื่อโพลิฟตัวใหม่เติบโตขึ้นมันจะสร้างกระเพาะ (ซีเลนเทอรอน) หนวด และปาก ระยะห่างระหว่างโพลิฟใหม่กับโพลิฟผู้ใหญ่จะเพิ่มมากขึ้นและซีโนสาค (ลำตัวทั่วไปของโคโลนี ดู coral anatomy) การแตกหน่อสามารถเกิดขึ้นได้ดังนี้
    • การแตกหน่อแบบอินตร้า-เทนทาคูลาร์ เกิดจากแผ่นช่องปากของโพลิฟ หมายความว่าโพลิฟทั้งสองจะมีขนาดเท่ากันและอยู่ภายในวงแหวนของหนวดเดียวกัน
    • การแตกหน่อแบบเอ๊กตร้า-เทนทาคูลาร์ เกิดจากฐานของโพลิฟอันหนึ่งที่จะทำให้เกิดโพลิฟใหม่ที่มีขนาดเล็กกว่า
  • การแบ่งตัวตามความยาว จะเริ่มต้นด้วยการขยายขนาดของโพลิฟแล้วตามด้วยการแบ่งตัวของกระเพาะ ปากจะแบ่งตัวออกแล้วเกิดเป็นหนวดชุดใหม่ จากนั้นโพลิฟแต่ละตัวทั้งสองจะสร้างส่วนของลำตัวและโครงสร้างภายนอกที่ขาดหายไปให้เป็นโพลิฟที่สมบูรณ์
  • การแบ่งตัวในแนวขวาง เกิดขึ้นเมื่อโพลิพและโครงสร้างภายนอกเกิดการแบ่งตัวเองในแนวขวางออกเป็นสองส่วน หมายความว่าส่วนหนึ่งจะมีส่วนแผ่นฐานรองด้านล่างและอีกส่วนหนึ่งเป็นแผ่นช่องปากด้านบน โพลิฟใหม่ทั้งสองนี้ก็จะสร้างส่วนที่ขาดหายไปให้เป็นโพลิฟใหม่ที่สมบูรณ์
  • การแตกตัว เกิดขึ้นในปะการังบางชนิดโดยเฉพาะอย่างยิ่งปะการังในวงศ์ฟังจิอิดี ที่โคโลนีสามารถแตกออกเป็นสองส่วนหรือมากกว่าในช่วงแรกๆของพัฒนาการ

โคโลนีทั้งหลายสามารถถูกสร้างขึ้นมาใหม่ได้อีกแบบไม่อาศัยเพศโดยผ่านวิธีการหนีออกจากโพลิฟและแตกออกเกิดเป็นโคโลนีโดดๆอันใหม่ที่มีลักษณะทางพันธุกรรมเดียวกัน

  • การหนีออกของโพลิฟ เกิดขึ้นจากโพลิฟหนึ่งๆทิ้งโคโลนีตัวเองแล้วไปสร้างถิ่นฐานใหม่แล้วพัฒนาการไปเป็นโคโลนีใหม่
  • การแตกออก จริงๆแล้วถือเป็นชนิดหนึ่งของการแตกตัว เกิดขึ้นจากโคโลนีหนึ่งแตกหักระหว่างการเกิดพายุหรือเหตุการณ์อื่นๆที่ทำให้โคโลนีเกิดการแตกหัก ส่วนที่แตกหักออกมาแต่ละชิ้นสามารถเจริญเติบโตพัฒนาเป็นโคโลนีใหม่ได้

แนวปะการัง

Visitors: 1,639,564