ทัวร์ ชมหอยมือเสือ สุดตื่นตา

ทัวร์ ชมหอยมือเสือ สุดตื่นตา

จันทิมา รีสอร์ท บริการชมทัวร์ หอยมือเสือ ที่ กลุ่มชาวประมง ร่วมกับชาวบ้านในพื้นที่ หมู่5และหมู่อื่นๆ ชาวตำบลชุมโค ชาวปะทิว ได้ร่วมกันอนุรักษ์ แบบห้ามล่าและเพาะพันธ์ เป็นจำนวนมาก สวยงาม แบบธรรมชาติ ด้วยหอยมือเสือ ขนาดน้อยใหญ่ จำนวนกว่า พันตัว สีสัน สวยงาม ไว้ให้นักท่องเที่ยว ทั้งชาวไทย และต่างประเทศ แวะมาเยี่ยมชม 

ค่าบริการชม ทัวร์หอยมือเสือ

คนละ 400 บาท

ราคานี้ รวม

อาหารกล่อง น้ำดื่ม ผลไม้ มะม่วง แตงโม

อุปกรดำน้ำตื้น ชมหอยมือเลือ

บริการ อย่างน้อย 10 ท่าน ขึ้นไป กรุณาสอบถาม จันทิมารีสอร์ท

ระยะทางจาก จันทิมา รีสอร์ท ไป ถึงจุชมหอยมือเสือ อ่าวยายไอ๋ ตำบลชุมโค ปะทิว ประมาณ 30 กิโลเมตร

 สนใจ โทร 098-0641749

             081-0068001

                

วงศ์ย่อยหอยมือเสือ (อังกฤษ: Giant clam; วงศ์ย่อย: Tridacninae) เป็นวงศ์ย่อยของหอยสองฝา ในวงศ์ใหญ่ Cardiidae ใช้ชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Tridacninae

เป็นหอยสองฝาที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก แบ่งออกได้เป็น 2 สกุล 9 ชนิด ได้แก่

หอยมือเสือ มีแหล่งอาศัยดำรงชีวิตอยู่ตามแนวปะการัง พบแพร่กระจายอยู่เฉพาะในทะเลเขตร้อนแถบอินโด-แปซิฟิกเท่านั้น เป็นทรัพยากรสัตว์น้ำที่มนุษย์นำมาใช้ประโยชน์ตั้งแต่สมัยโบราณมาแล้ว เนื้อของหอยมือเสือโดยเฉพาะกล้ามเนื้อยึดเปลือก เป็นอาหารซึ่งมีราคาแพง เป็นที่นิยมบริโภคในหลายประเทศ เปลือกใช้ทำเครื่องใช้, เครื่องประดับ รวมทั้งมุก ซึ่งหอยมือเสือก็สามารถให้ได้เหมือนกัน ส่วนหอยมือเสือขนาดเล็กนิยมนำมาเลี้ยงในตู้ปลาทะเลสวยงาม

จึงทำให้หอยมือเสือถูกจับขึ้นมาใช้ประโยชน์มากจนเกินกำลังธรรมชาติจะทดแทนได้ทันในทุกแหล่งการแพร่กระจายจนกระทั่งอยู่ในสภาวะใกล้สูญพันธุ์ หรือบางชนิดถูกทำลายจนหมดไปจากบางแหล่ง จึงเป็นหนึ่งในจำนวนสัตว์น้ำที่ได้รับการขึ้นบัญชีในรายชื่อสัตว์และพืชที่ใกล้สูญพันธุ์หรือหายากในอนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศซึ่งชนิดของสัตว์ป่าและพืชป่าที่ใกล้จะสูญพันธุ์ หรือ CITES และจัดอยู่ในบัญชีสัตว์สงวนและคุ้มครองประเภท 2 ตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2535 ของกฎหมายไทย

ในน่านน้ำไทยพบหอยมือเสืออยู่ทั้งในอ่าวไทยและทะเลอันดามัน พบทั้งหมด 5 ชนิด[1] จำนวนประชากรหอยมือเสือในน่านน้ำไทยในปัจจุบันมีเหลืออยู่ไม่มาก เนื่องจากหอยมือเสือมีแหล่งอาศัยอยู่ตามแนวปะการังที่มีระดับน้ำไม่ลึกเพราะต้องอาศัยแสงสว่างในการดำรงชีพเพื่อให้สาหร่ายซึ่งอาศัยอยู่ในเนื้อเยื่อสามารถสังเคราะห์แสงได้จึงทำให้หอยมือเสือถูกจับขึ้นมาได้ง่าย ปัจจุบัน หอยมือเสือทุกชนิดได้มีการเพาะขยายพันธุ์ได้แล้วในประเทศไทย ยกเว้น ชนิด หอยมือเสือยักษ์ (T. gigas) เท่านั้น เนื่องจากหาพ่อแม่พันธุ์ไม่ได้ [2] [3]

                 

ลักษณะของหอยมือเสือ เป็นหอยกาบชนิดหนึ่ง ซึ่งมีลักษณะเหมือนหอยกาบทั่วไป คือต้องอาศัยกล้ามเนื้อในการปิดเปิดฝา มีเปลือกหอยสองฝา สามารถอ้าแล้วหุบเข้าหากันได้ด้วยกำลังของกล้ามเนื้อขนาดใหญ่ ฝาทั้งสองด้านเป็นสีขาวปนดำ เกิดจากหินปูนหรือธาตุแคลเซียมในน้ำทะเล ส่วนเนื้อซึ่งซ่อนอยู่ระหว่างเปลือกหอยนั้นจะเป็นสีขาว เหลือง ม่วง แดงปนดำ สวยงามคล้ายกันกับดอกไม้ที่อยู่ในน้ำ หอยมือเสือจะอ้าปากเพื่อกินอาหารอยู่ตลอดเวลา

                 ชาวชุมพรตั้งกลุ่มเฝ้าดูแล "หอยมือเสือ" หลังตังเกลักลอบจับขายได้ราคาดี

 


ชุมพร - หอยมือเสือราคาแพง ทั้งเนื้อ ทั้งเปลือก ถูกลักลอบจับไปขาย ชาวบ้านตำบลชุมโค อ.ปะทิว จ.ชุมพร ตั้งกลุ่มอนุรักษ์เฝ้าดูแล

นายสุพนัด ดวงกมล หรือ “ผู้ใหญ่แดง” ประธานกลุ่มอนุรักษ์หอยมือเสือ หมู่ที่ 5 ต.ชุมโค อ.ปะทิว จ.ชุมพร เปิดเผยว่า ปัญหาการลักลอบจับหอยมือเสือ ปลิงทะเล และปะการัง เป็นปัญหาใหญ่ในเชิงอนุรักษ์ หากปล่อยให้เป็นหน้าที่ของหน่วยงานราชการเพียงอย่างเดียวคงดูแลไม่ทั่วถึง ดังนั้น ในพื้นที่ ต.ชุมโค จึงได้ตั้งกลุ่มอนุรักษ์หอยมือเสือขึ้น และทำกันอย่างจริงจัง โดยการกำหนดเขตห้ามทำประมง พื้นที่ประมาณ 20 ตารางกิโลเมตรใกล้กับเกาะอ้ายลก ซึ่งเป็นเกาะเล็กๆ ห่างจากฝั่งประมาณ 7 กม. และได้วางทุ่นกันเป็นแนวไว้ โดยให้ชาวประมงพื้นบ้านช่วยกันเป็นยามเฝ้าดูแล ทำให้หอยมือเสือ ปลิงทะเล และสัตว์น้ำตามแนวปะการังขยายพันธุ์มากขึ้น

นายสุพนัด เปิดเผยต่อว่า สาเหตุที่หอยมือเสือถูกจับเนื่องจากเนื้อของหอยมือเสือขายกันกิโลกรัมละ 1,000 บาท เปลือกหอย ขนาด 40-70 ซ.ม. ฝาละ 500 บาท ไม่รวมถึงเอ็นหอยที่ราคาแพงกว่าเนื้อหอยอีกเท่าตัว ทำให้มีชาวประมงบางส่วนที่เห็นแก่ได้ลักลอบจับไปขาย ทั้งที่หอยมือเสือได้รับการประกาศให้เป็นสัตว์สงวน ตาม พระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2535 ห้ามล่า ห้ามมี และห้ามซื้อขาย ผู้ฝ่าฝืนมีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี ปรับไม่เกิน 4 หมื่นบาท เปลือกของหอยมือเสือถือ เป็นซากสัตว์ป่า เช่นเดียวกับปะการัง ที่ห้ามไม่ให้มีการซื้อขายโดยเด็ดขาด

      

สัตว์มีพิษ-สัตว์อันตรายในทะเล

ไม่มีที่ใดในโลกนี้ปลอดภัย  แม้แต่ในทะเล ใต้ทะเลมีสิ่งมีชีวิตที่สวยงามดึงดูดให้เราไปเยี่ยมชม ส่วนหนึ่งของสิ่งมีชีวิตนั้นก็ไม่ปลอดภัยสำหรับมนุษย์หากว่าเราไปสัมผัสแตะต้องหรือเข้าใกล้ด้วยเจตนาหรือด้วยความบังเอิญก็ตาม เราเป็นนักท่องเที่ยวจึงควรรู้ไว้ว่าสิ่งใดมีอันตรายเพื่อที่จะได้หลีกเลี่ยงหรือแก้สถานการณ์เมื่อมีปัญหา
แมงกะพรุน  ชื่อนี้ค่อนข้างจะคุ้นเคยสำหรับนักท่องเที่ยวเพราะหลายคนเคยมีประสบการณ์กับพิษของแมงกะพรุนมาบ้างแล้ว แมงกะพรุนเป็นสิ่งมีชีวิตชนิดหนึ่งมีลักษณะตัวใสนิ่มคล้ายๆ วุ้น บางชนิดมีสีขุ่น แมงกะพรุนมีพิษทำให้คันปวดแสบปวดร้อน แต่บางชนิดก็ใส่เย็นตาโฟทานอร่อย

การป้องกัน  เวลาเล่นน้ำให้สังเกตรอบๆ ว่ามีแมงกะพรุนอยู่แถวนั้นหรือไม่ ถ้ามีก็ให้หลีกไปเล่นบริเวณอื่น  เวลาดำน้ำดูปะการังผิวน้ำให้คอยสังเกตดูด้วยว่ามีแมงกะพรุนลอยมาหาเราหรือไม่ ถ้ามีก็ให้หลบเสีย  การดำน้ำลึกควรสังเกตและหลบเลี่ยง อย่างตัวนี้ผมเจอที่หน้าเกาะค้างคาว  ว่ายวืบๆ ผ่านไปไม่ไกลเท่าไรจึงถ่ายมาให้ชมกัน

การรักษา อย่าเกาเพราะการเกาไม่ใช่การแก้ปัญหา ยิ่งเกายิ่งยับเยิน ใจเย็นๆ ให้ใช้ใบผักบุ้งทะเลที่ขึ้นอยู่บริเวณชายหาดขยำจนของน้ำเขียวๆ ในใบออกมาแล้วทาบริเวณที่โดนแมงกะพรุน ทาทิ้งไว้สักพักอาการก็จะบรรเทาลง หลังจากนั้นก็ลงเล่นน้ำต่อได้ หรือจะใช้น้ำส้มสายชูราดในบริเวณที่โดนแมงกะพรุนก็ได้

เม่นทะเล  มักจะอาศัยอยู่บริเวณพื้นทะเลตามแนวปะการังและเกาะตามก้อนหินในน้ำ  ผู้ที่จะไปสัมผัสกับมันเข้าคือพวกที่เหยียบลงไปที่พื้น  ลักษณะเม่นทะเลดังในภาพ มีลักษณะกลมมีหนามยาวรอบตัว  ที่หนามจะมีสารพิษบางอย่างทำให้ผู้ที่ตำมีอาการเจ็บปวด การว่ายน้ำเล่นบริเวณผิวน้ำหรือการดำผิวน้ำจะไม่โดนเม่นทะเลตำเพราะเม่นทะเลอยู่ที่พื้น ถ้าหากเราเหยียบลงไปที่พื้นเราอาจจะเหยียบปะการังพังแล้วยังมีโอกาสโดนเม่นทะเลตำเอาได้  วิธีการหลีกเลี่ยงคืออย่าลอยตัวเข้าไปในเขตน้ำตื้นเพราะอาจจะโดนแม่นทะเลตำ อย่าเหยียบบนพื้น  เพราะนอกจากจะโดนเม่นตำแล้วยังอาจจะทำให้ปะการังเสียหายด้วย

วิธีการรักษา  ให้ใช้ก้อนหินหรือตะกั่วที่ใช้ดำน้ำทุบบริเวณที่โดนตำให้หนามเม่นแตกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย หลังจากนั้นรอเวลา เวลาจะช่วยรักษาให้หายเจ็บได้  โดนตำแล้วต้องทน

 

ดอกไม้ทะเล  สวยงามแต่มีพิษ  ดอกไม้ทะเลจัดเป็นสัตว์อยู่ในกลุ่มย่อยเดียวกับปะการังแข็ง แต่พวกนี้ไม่สร้างโครงหินปูน บริเวณหนวดมีเซลล์เข็มพิษถ้าเราไปสัมผัสก็จะโดนเข็มพิษทิ่มแทงพิษจะทำให้ปวดแสบปวดร้อน ความรุนแรงขึ้นอยู่กับชนิดของดอกไม้ทะเล  จู่ๆ คนเราจะไปจับดอกไม้ทะเลเล่นก็คงไม่ใช่ แต่ที่อาจจะไปโดนเข็มพิษของมันเนื่องจากไปไล่จัลปลาการ์ตูนในการดอกไม้ทะเล  ทั้งนี้เพราะปลาการ์ตูนกับกอดอกไม้ทะเลพบเห็นได้แม้ในระดับน้ำตื้นเพียงแค่เข่าของเรา  ดังนั้นจึงอย่าไปไล่จับปลา หรือแย่ปลาการ์ตูน

การป้องกัน ไม่จับเล่นเพราะเห็นว่าสวยงาม ดูแต่ตาจะปลอดภัย 

การรักษา  ใช้น้ำส้มสายชูราดบริเวณที่โดนพิษ

 

ปลาสิงโต อาศัยอยู่บริเวณแนวปะการัง พบได้แม้ในระดับน้ำตื้น อย่างตัวนี้พบที่ระดับน้ำประมาณ 1. 5 เมตร  เป็นปลาที่มีรูปร่างและสีสันสวยงามมาก ปลาชนิดนี้จะว่ายช้ามากเพราะว่าเขาไม่กลัวอะไรเนื่องจากมีพิษรอบตัว  เนื่องจากเป็นปลาสวยและเชื่องช้าจึงอาจจะมีใครรู้เท่าไม่ถึงกาลไปไล่จับมันเล่นก็จะถูกเข็มพิษทิ่มแทง บาดแผลที่โดนเข็มพิษจะปวดมากเหมือนโดนปลาดุกตำ

การรักษา ไม่รู้รักษายังไง แต่ควรทานยาแก้ปวดเพื่อให้บรรเทาอาการปวด แล้วปล่อยให้เวลาเป็นตัวรักษา

การป้องกัน  เห็นปลาสวยๆ อย่าเข้าใกล้หรือไปจับเล่น   เท่านั้นเอง

 

แตนทะเล เป็นสัตว์ขนาดเล็กล่องลอยอยู่ในน้ำ บางครั้งก็มีบางครั้งก็ไม่มี  ส่วนใหญ่มักจะพบในการลงดำน้ำในช่วงเช้ามากกว่าการลงดำในช่วงบ่าย  ลักษณะเป็นสัตว์ทะเลขนาดเล็กจิ๋ว โปรดสังเกตจากในภาพ เห็นหมั๊ยครับ   แตนทะเลจัดอยู่ในจำพวกแพงตอนขนาดเล็กมักจะอยู่รวมกันเป็นกลุ่มๆ มองดูคล้ายว่าในน้ำมีตะกอน  สิ่งที่เราสังเกตได้คือว่าน้ำจะขุ่นกว่าปกติเหมือนมีเศษตะกอนลอยอยู่ในน้ำ ซึ่งเราก็จะแยกไม่ออกว่านั่นคือตะกอนหรือแตนทะเล เราจะรู้ก็ต่อเมื่อโดนมันต่อย อาการเมื่อโดนแตนทะเลต่อยจะรู้สึกเจ็บจี๊ดๆ เหมือนโดนเข็มขนาดเล็กจิ๊ม แต่เจ็บไม่เท่าไรพอทนได้

การรักษา ส่วนใหญ่ไม่แพ้ เมื่อโดนต่อยก็จะรู้สึกเจ็บเฉยๆ แต่สำหรับคนที่แพ้จะมีอาการเป็นจุดแดงและบวมเล็กน้อย แก้ไขด้วยการทานยาแก้แพ้  แต่สำหรับผู้ที่มีอาการแพ้มากจะต้องไปพบแพทย์ฉีดยาสักเข็มก็หาย  ที่สำคัญเมื่อโดนแตนต่อยแล้วเกิดตุ่มแดงและคันห้ามเกา ปล่อยไว้อย่างนั้นถึงแม้จะคันก็ทนเอาหน่อย  เมื่อทานยาหรือฉีดยาแล้วแผลยุบหายไปก็จะไม่มีแผลเป็น ไม่เสียโฉม

การป้องกัน  ไม่มีวิธีป้องกัน หากลงน้ำแล้วก็ต่อยถ้าทนได้ก็ดำต่อไป ถ้าทนไม่ไหวก็ขึ้นมารอบนเรือ ที่เขียนมาก็เพื่อจะบอกให้รู้ว่าเวลาลงดำน้ำแล้วรู้สึกเจ็บจี๊ดๆ นั่นน่ะกำลังโดนแตนทะเลต่อย เดี๋ยวจะสงสัยว่าเป็นอะไรทำไมถึงเจ็บ

ปลาฉลาม   เคยเป็นสิ่งที่คนลงทะเลหวาดกลัวที่สุด แต่ทุกวันนี้ไม่ต้องกลัวแล้ว ฉลามหายาก เวลาดำน้ำมีแต่คนถามถึงฉลามว่ามีหมั๊ย อยากดู  แต่ก็หาดูยากเต็มที แถวเกาะสต๊อก ที่หมู่เกาะสุรินทร์พอมีให้เห็นบ้างแต่ตัวเล็ก  ที่เกาะเต่ามีเยอะหาดูง่ายแต่ก็มีขนาดเล็ก ถ้าจะดูขฉลามขนาดใหญ่เท่าคนต้องไปดำน้ำลึกจึงจะเห็น  ดังนั้นจึงไม่ต้องกลัวฉลาม  ต้องเรียกฉลามว่า " สัตว์เคยอันตราย "  ตัวนี้ถ่ายที่อ่าวหินวง เกาะเต่า  ฝูงนี้มี 5 ตัว
หอยมือเสือ  เป็นสิ่งที่สวยงามในทะเล เนื้อเยื่อบริเวณปากมีสีสันสวยงามเหมือนดอกไม้ สีม่วง สีเขียว สีฟ้า สารพัดสี  เราสามารถพบหอยมือเสือได้แม้ในระดับน้ำตื้นๆ  อันตรายที่อาจจะเกิดขึ้นก็คือการเหยียบเข้าไปในปากจะโดยฝาหอยหนีบ แต่โอกาสที่จะเกิดขึ้นเป็นไปได้ยากมากเพราะหอยจะคอยระวังตัว หากเราเข้าใกล้เขาก็จะหุบปาก  อย่าไปแย่เล่น หรือเผลอไปเหยียบก็ปลอดภัยแล้ว
ปะการัง     พิษของปะการังมีสองแบบ  คือ 

1. พิษจากเมือกของปะการัง ปะการังหลายชนิดมีเมือกที่เป็นพิษ เมื่อสัมผัสแล้วจะมีอาการปวดแสบปวดร้อนไปหลายวัน  บางชนิดมีพิษที่รุนแรงเช่นปะการังไฟ เมื่อโดนแล้วปวดแสบปวดร้อนและเป็นรอยไหม้เป็นแผลเป็น  ดังนั้นเมื่อดำน้ำในเขตน้ำตื้นจงหลีกเลี่ยงที่จะไปสัมผัสกับปะการังต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นปะการังชนิดใดๆ ก็ตาม เพราะหลายชนิดที่มีพิษ ยากที่จะจดจำ จำง่ายๆ ว่าอย่าไปสัมผัสไม่ว่าชนิดใดก็ตาม

2. พิษจากการบาดเจ็บจากการขีดข่วนหรือโดนคลื่นซัดเข้าไปกระแทกเข้ากับปะการัง  ในช่วงที่น้ำลงจะทำให้แนวปะการังอยู่ในระดับน้ำตื้นมากๆ บางจุดปะการังโผล่พ้นน้ำในช่วงที่น้ำลงต่ำสุด อาจทำให้การดำน้ำในเขตปะการังน้ำตื้นเกิดอันตรายเมื่อเราเซไปกระแทกกับปะการัง หรือโดนคลื่นชัดเข้าไปกระแทกกับปะการัง ผิวของปะการังมักจะมีผิวหยาบขุรขระและแหลมคม หากไปกระแทกเข้าก็จะเกิดแผลในบริการที่กระแทก  นักท่องเที่ยวก็เสียโฉม  แนวปะการังก็อาจจะหักเสียหาย  สรุปว่าเสียกันทั้งสองฝ่าย แต่ปะการังมันไม่เจ็บแต่คนซิเจ็บ  ถ้ากลัวเจ็บก็ต้องระมัดระวังโดยการไม่ดำเข้าไปในเขตน้ำตื้นจนเกินไป

หอยนางรม  เป็นพิษภัยที่คนมองข้าม  หอยนางรมจะเกาะอยู่ตามโขดหินในระดับผิวน้ำตั้งแต่ระดับน้ำสูงจนถึงระดับน้ำต่ำ ในการครั้งในที่ดำน้ำนักท่องเที่ยวอาจจะพยายามยืนบนก้อนหินใต้น้ำที่มองไม่เห็น อาจจะเป็นในลักษณะของการเหยียบแบบสะเปะสะปะ หากก้อนหินมีหอยนางรมเกาะอยู่ก็จะโดนบาดเหวอะหวะ บางท่านหัวใสใส่รองเท้าขณะดำน้ำ แต่ไม่ใช่ว่าจะรอดเพราะอันตรายอีกอย่างคือการที่โดนคลื่นซัดเข้าไปกระแทกกับโขดหินที่เต็มไปด้วยหอยนางรม ปัญหานี้เกิดจากการก้มหน้าดำน้ำแบบไม่ดูตาม้าตาเรือ หมายถึงมองดูแต่ที่พื้นอย่างเดียวจนกระทั่งโดนคลื่นซัดเข้าใกล้โขดหินแล้วก็ยังไม่รู้เรื่อง ถ้าโดนคลื่นกระแทกไปโดนกับโขดหินที่มีหอยนางรมล่ะก็รับรองได้ว่าบาดเจ็บเสียโฉมแน่นอน
เพรียงทะเล  ปัญหาเดียวกับหอยนางรม แต่มักจะเกาะติดอยู่กับโขดหินในระดับผิวน้ำ  ปัญหามักเกิดจากการเดินเที่ยวตามโขดหินชายทะเล หากจะเดินเล่นตามโขดหินต้องใช้ความระมัดระวัง ถึงแม้ใส่รองเท้าจะป้องกันได้  แต่ว่าโขดหินมักจะลื่น หากเสียหลักลื่นล้มอาจจะล้มไปกระแทกกับโขดหินที่มีเพรียง หรือหอยนางรมเกาะก็จะทำให้ได้รับความบาดเจ็บ
งูทะเล  เวลาไปเที่ยวทะเลอาจจะเจองูทะเลอยู่สองประเภท

1. งูทะเลที่อยู่ตามแนวปะการัง มักมีลายปล้องขาว-ดำ  งูเหล่านี้ไม่น่ากลัวเพราะงูพวกนี้จะกลัวคน เพียงแค่ได้เห็นคนก็ว่ายน้ำหนีไปแล้ว ดังนั้นจึงไม่ต้องกลัว  แต่ถ้ามันกัดก็ไม่ต้องกลัวเพราะเป็นงูที่ไม่มีพิษ หากโดนกัดก็เพียงแค่ฉีดยากันบาดทะยัก เท่านั้นเอง   งูทะเลที่มีพิษก็มีแต่จะอยู่ในเขตน้ำลึกซึ่งนักท่องเที่ยวไม่มีโอกาสจะเจอ  ดังนั้นจึงสบายใจได้   สรุปว่างูทะเลในแนวปะการัง ไม่มีพิษภัยเพียงแค่ทำให้ตกใจกลัวเท่านั้นเอง

2. งูที่อยู่บนหัวคน งูประเภทมีมากกว่างูที่อยู่ตามแนวปะการัง เป็นงูที่ไม่มีพิษภัย  เพียงแต่ทำให้เกิดความรำคาญเท่านั้นเอง  แก้ไขง่ายๆ ด้วยการวางเฉย เดี๋ยวงูมันก็ไปเอง

 

          

..
Visitors: 1,644,647